| เมื่อกลับไทยยังไม่ได้ ...เรียนรู้ความเหมือนในความแตกต่าง |
|
|
|
| Monday, 26 January 2009 00:47 |
![]() ตอนแรกผู้เขียนตั้งใจจะรายงานเรื่องที่ไปประชุมความสุขมวลรวมนานาชาติครั้งที่ ๔ ที่ประเทศภูฏาน แต่วันที่จะกลับจากภูฏานมีข่าวว่าสนามบินสุวรรณภูมิถูกปิดพร้อมกับมีข่าวเมืองมอมไบระเบิดตายหลายร้อย ผู้เขียนจึงขอเล่าถึงการเดินทางผ่านเมืองต่างๆในช่วงที่ผ่านมา ไหนๆก็กลับประเทศไทยไม่ได้
ก่อนเดินทางไปนำเสนองานวิจัยในการประชุม GNH: Gross National Happiness ครั้งที่ ๔ ผู้เขียนแวะเยี่ยมเมืองกาฎมันฑุ ไปไหว้พระที่วัดพุทธต่างๆทั้งที่เคยไปและวัดฮินดูผสม บรรยากาศเมืองกาฏมัณฑุ กลางเมืองวุ่นวายรถติดบีบแตรกันบนถนนแคบๆ ฝุ่นคลุ้งเป็นช่วงๆ ดูเหมือนจะวุ่นวายกว่า ๕ ปีที่แล้วที่ผู้เขียนเคยมา ชานเมืองต้นไม้มากอากาศสดชื่น ผู้คนเดินกันขวักไขว่ คนค่อนข้างอารมณ์ดีใจดี ไม่ค่อยโกง ผู้เขียนลืมกล้องถ่ายรูปไว้ในร้านขายทังก้า (ภาพวาดรูปพระใส่กรอบผ้า) คนขายอุตส่าห์เดินตามเอามาคืนให้ถึงอีกร้านที่เดินไป ตามที่ไกด์เล่าให้ฟังคนที่นี่ไม่ค่อยวางแผนอะไรกันมากนัก ชีวิตไปเรื่อยๆ มีความสุขไปวันๆ ทำงานพอยังชีพได้ ถ้าอยู่ๆเพื่อนชวนไปไหนแล้วว่างพอดีก็จะไปกัน ดูจะมีความสุขกันทีเดียว แม้ว่าเนปาลจะเป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธแต่ปัจจุบันที่นี่นับถือศาสนาฮินดูมากที่สุด เราจะพบวัฒนธรรมที่มีการผสมผสานสองศาสนานี้ได้ทั่วๆไป ถ้าเราดูความเจริญทางวัตถุของเมืองนี้ แน่นอนว่าเทียบกับประเทศไทยได้เพียงต่างจังหวัดซึ่งยังมีไฟดับเป็นระยะๆ กลางคืนไฟจะหายทุกวันประมาณทุ่มสองทุ่ม แต่ละที่จึงมีไฟสำรองเตรียมไว้ใช้ตอนไฟดับ จากนั้นบินต่อไปที่เมืองพาโร ประเทศภูฏาน และนั่งรถต่อไปเมืองหลวงทิมพูที่จัดการประชุม บรรยากาศของเมืองตั่งแต่สนามบินเข้าไปต่างกับกาฏมัณฑุโดยสิ้นเชิง ความรู้สึกสะอาดสะอ้านทั้งบ้านเมือง คน และสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติ ประเทศภูฏานเต็มไปด้วยภูเขาใหญ่และสายธารน้ำสะอาด ดูเผินๆคล้ายประเทศสวิสเซอร์แลนด์ มีตึกเมืองกระจายอยู่เป็นหย่อมๆ รถราและประชากรไม่หนาแน่นเหมือนประเทศอื่นๆ หลายคนที่มาที่นี่เอ่ยปากว่าที่นี่เป็นเมืองสวรรค์ รายได้สูงสุดของประเทศนี้คือการส่งออกไฟฟ้าไปยังประเทศอินเดีย โดยอนุรักษ์ต้นไม้ลำธารเป็นอย่างดี สมเป็นประเทศที่ชักชวนนานาประเทศให้ดำเนินนโยบายความสุขหรือ GNH เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนแท้จริง สิ่งที่พบต่างจากสองปีที่แล้วคือวัฒนธรรมที่ดูเปลี่ยนไป การแต่งกายประจำชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของคนภูฏานน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด พบคนใส่ชุดสากล ยีนส์ กางเกงธรรมดาเต็มเมือง เปลี่ยนมากปีสองปีหลังช่วงเปลี่ยนเป็นประชาธิปไตยและยกเลิกการบังคับแต่งกายประจำชาติ พฤติกรรมการใช้ชีวิตของผู้คนเริ่มเปลี่ยนไป โดยเฉพาะวัยรุ่น ตั้งแต่เปิดเสริอินเตอร์เน็ตและรายการโทรทัศน์สี่ห้าปีที่แล้ว คนเริ่มมีพฤติกรรมและแต่งกายเลียนแบบตะวันตกมากขึ้น มีไนท์คลับ บาร์ ยาเสพติด และเอดส์ตามมา ![]() การสังเกตุนี้ได้รับการยืนยันจากผลการสำรวจของประเทศภูฏานในการประชุมวิชาการ เป็นข้อมูลที่เปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆพบว่าการแบ่งเวลาการใช้ชีวิตของคนเปลี่ยนไปเมื่อมีทีวี เหมือนกับหลายประเทศที่พัฒนาทางเศรษฐกิจมากๆแต่ประชาชนเกิดอาการปฏิสัมพันธ์กันน้อยลง เพราะดูทีวีมากเกินไป ไม่มีโอกาสสัมผัสกับสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง คนแท้ๆนอกทีวี หรือประสบการณ์อื่นอีกมาก ทางการเริ่มตระหนักกับปัญหานี้ อย่างไรก็ตามเมื่อเทียบความอารมณ์ดีของคนภูฏาน ผู้เขียนก็ยังให้คะแนนนำที่สุดมากกว่าเนปาล อินเดียและประเทศไทย เดินไปที่ไหนพอเราลองส่งยิ้มให้ เขายิ้มกลับมาได้อย่างง่ายดาย เมื่อเราชวนคุยก็สามารถคุยต่อไปได้เรื่อยๆ ไม่ได้มีความระแวงระวังอะไรมากเหมือนกับประเทศอื่นๆ การใช้ชีวิตค่อนข้างปลอดภัยมากๆ คนใจดี คอยช่วยเหลือคนอื่นเป็นปกติ แทบจะไม่เจอคนโก่งราคาสินค้าเลย คาดว่าเป็นผลจากการที่คนภูฏานยังยืดมั่นในศาสนาพุทธ มหายาน ศาสนาประจำชาติของตนพอสมควร ตอนเช้าแม้แต่คนทำงานบางคนก็ไปสวดมนตร์เดินรอบโบสถ์ก่อน มีสัญลักษณ์เตือนสติอยู่รอบเมือง ฯลฯ เมื่อไปถึงเมืองเดลฮี ประเทศอินเดีย ปรับตัวแทบไม่ทัน จากชีวิตสบายๆเอื่อยๆ อากาศดี คนอารมณ์ดี แบบภูฏาน ออกมาจากสนามบินเดลฮีก็พบคนมากมายหนาแน่นไปหมด รถราควันฝุ่นคลุ้ง ขับรถไปด้วยการบีบแตร คนหน้าตาดุๆ โกงได้โกง มีการแข่งขันเพื่อเอาตัวรอดสูงมากแบบเมืองใหญ่ มีคนหลั่งไหลเข้ามาในเมืองเดลฮีนี้จากทุกภูมิ ภาคของอินเดีย รวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านต่างๆที่เข้ามาแสวงโชค เราจึงเห็นคนหลายรูปแบบมาก ตั้งแต่ขอทานเดินขอเงินสภาพมอมแมม จนถึงคนรวยมากมีคนขับรถให้ในคนคันโก้ จะว่าไปก็สะท้อนชีวิตคนในเมืองไทยไม่น้อย ![]() เดลฮีกำลังเป็นเมืองที่พัฒนาทางวัตถุอย่างมาก เห็นได้จากการก่อสร้างที่เกิดขึ้นทั่วเมือง โดยเฉพาะรถไฟใต้ดิน เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์ที่นั่นเล่าสอดคล้องกับเพื่อนนักธุรกิจว่าเศรษฐกิจของอินเดียกำลังอยู่ในยุคเฟื่องฟู ขาขึ้นมากๆ แม้ว่าเศรษฐกิจของโลกจะไม่ค่อยดีนัก แต่ของอินเดียยังอยู่ในขาขึ้น ที่นี่มีแหล่งบันเทิง ห้างใหญ่ แห่งช็อปปิ้งของแพงครบครัน เพียงแค่ไม่ใช่สำหรับทุกคนในเมืองเท่านั้นเอง ตอนนี้ข่าวหน้าหนึ่งของอินเดียไม่พ้นข่าวการถล่มเมืองมอมไบของอินเดีย ซึ่งกลายเป็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอินเดียและปากีสถานไป ความรู้สึกของผู้คนแรงกว่าครั้งที่ผ่านๆมาจนขนาดขึ้นข้อความ “Enough is enough.” และเทียบเคียงเหตุการณ์นี้กับ 9/11 ของสหรัฐอเมริกา ความโกรธของผู้คนต่อเหตุการณ์นี้เห็นได้ชัด แม้ว่าจะมีคนออกมาเตือนให้มีสติและประสานงานกับรัฐบาลของปากีสถานให้ดี ไม่ตกหลุมพราง Blame game เหมือนที่เคยเกิดในประเทศอื่น ขณะที่เขียนบทความนี้ผู้เขียนก็ยังอยู่ที่เดลฮี ไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ ได้รับข่าวสารทางสื่ออินเตอร์เน็ต อีเมล์ และโทรทัศน์เกี่ยวกับบ้านเราอยู่เป็นระยะๆ ความรู้สึกของคนต่างชาติทั้งจากประเทศตะวันตกและตะวันออก สงสัยให้พฤติกรรมของแต่ละฝ่ายมากทีเดียว หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมต้องทำให้นักท่องเที่ยวกว่าสองแสนคนติดอยู่ที่นั่น ไม่เข้าใจว่าทำไมไม่เคารพการเลือกตั้งของตน ทำไมจึงมีทหารเกี่ยวข้องอยู่เรื่อย ทำไมนายกเก่าไม่ไปขึ้นศาล ฯลฯ คำถามเหล่านี้เป็นมุมมองของคนนอกบ้านเราซึ่งเราบางคนอาจจะอยากทำความเข้าใจผ่านสื่อมวลชนต่างชาติ เพื่อให้ประชาคมโลกเข้าใจลักษณะเฉพาะของประชาธิปไตยแบบบ้านเราและไม่รู้สึกว่าประเทศไทยเป็นเมืองอันตรายไปเสียก่อน การสื่อสารซึ่งกันและกันในระดับนี้จะได้ช่วยให้แต่ละชนชาติได้เข้าใจความเหมือนและความต่างของตนและเพื่อนอย่างชัดเจน จนกระทั่งสามารถยอมรับความเป็นมนุษย์ในแบบของเขาอย่างนั้นได้โดยสนิทใจ ไม่ตัดสินว่าเขาทำถูกหรือไม่ถูกอย่างไร เขาทำแบบนั้นเพราะเหตุปัจจัยของเขาเป็นแบบนั้น ...ก็เหมือนกับเรา และนี่คือต้นเริ่มของการสื่อสารที่ลงตัวหรือไม่ลงตัวกันในสังคม และองค์กร |







