| เหตุจากสนามบินปิด |
|
|
|
| Thursday, 01 January 2009 00:00 |
![]() จากฉบับที่แล้วผู้เขียนเดินทางไปประชุมความสุขมวลรวมประชาชาติ (GNH: Gross National Happiness) ที่ประเทศภูฏาน วันสุดท้ายระหว่างงานเลี้ยงจบการประชุม เพื่อนพ้องเริ่มถามว่าจะกลับประเทศไทยได้อย่างไร ผู้เขียนจึงเพิ่งทราบว่าสนามบินสุวรรณภูมิปิดเนื่องจากการประท้วง เพื่อนร่วมประชุมชาวต่างชาติที่ต้องผ่านเมืองไทยไปประเทศอื่นต่อเริ่มวิตกกังวลกันใหญ่
ผู้เขียนเดินทางตามตั๋วเครื่องบินที่จองไว้จากภูฏานไปที่อินเดียก่อนแล้วค่อยเดินทางต่อกลับกรุงเทพฯ ประมาณหนึ่งทุ่มก็ถึงกรุงเดลลี(Delhi) เมืองหลวงของประเทศอินเดีย หลังจากตรวจสอบกับสนามบินและสายการบินแล้วพบว่าชัดเจนว่าสายการบินที่จะต้องไปต่อยังกรุงเทพฯนั้น “เลื่อนออกไปไม่มีกำหนด” ขึ้นกับสถานการณ์ที่สนามบินสุวรรณภูมิ ชีวิตการเดินทางของผู้เขียนที่อินเดียจึงได้เริ่มต้น โชคดีที่ทำวีซ่าอินเดียสำรองไว้ล่วงหน้าเผื่อไว้ว่าจะออกมาชมเมืองสักครึ่งวันก่อนบินกลับไทย และโชคดีที่มีเพื่อนชาวอินเดียอยู่บ้าง และคนหนึ่งเดินทางกลับมาพร้อมกับผู้เขียนจากภูฏานพอดี เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์คนนี้จึงพาติดรถแท็กซี่กลับไปด้วย และหาโรงแรมแถวบ้านให้พัก ไม่เช่นนั้นคงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะได้ที่พักในคืนวันนั้น ![]() เวลาเดินทางจากสนามบินเป็นเวลากลับบ้านของชาวเดลลีพอดี รถติดมากๆ คิดว่าชนะเมืองไทยได้เลยทีเดียว ฝุ่นละอองควันไอเสียน่าจะเป็นหนึ่งในแชมป์โลก ไม่เคยเห็นที่ไหนหนักเท่านี้มาก่อน ไหนจะเสียงดังตลอดเวลาจากการบีบแตรรถกันสนั่นเมืองอีก ทำให้นึกถึงกรุงเทพฯเมื่อสามสิบปีที่แล้ว กรุงเดลลีช่างมีมลพิษครบเครื่องทีเดียว เพื่อนนักเศรษฐศาสตร์วิเคราะห์เศรษฐกิจประเทศอินเดียให้ฟังระหว่างทางว่าตอนนี้เศรษฐกิจอินเดียดีมาก อยู่ในระยะขาขึ้นมาสักพักหนึ่งแล้ว แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ค่อยดีแต่อินเดียมีผลกระทบน้อยมาก เหตุเพราะรัฐบาลอินเดียควบคุมสถานการณ์การธนาคารและการเงินได้ดี ฟังแล้วอดสะท้อนใจนึกถึงสถานการณ์เศรษฐกิจบ้านเราไม่ได้ ระหว่างทางมีหลักฐานการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นระยะๆ ตั้งแต่ตึกรามบ้านช่องที่ก่อสร้างขึ้นใหม่ตลอดทาง มี Metro หรือรถไฟใต้ดินกำลังก่อสร้างอยู่รอบเมือง รถใหม่ดูดีออกมาแล่นในถนนมากขึ้น ห้างสรรพสินค้าทันสมัยแบรนด์ดังเกิดขึ้นตามจุดต่างๆของเมือง ร้านอาหารหรูหราราคาแพงเกิดขึ้นรองรับคนมีตังค์ กำลังซื้อของผู้คน (บางกลุ่ม) เพิ่มขึ้นมาก ข้อมูลเหล่านี้ได้รับการยืนยันอีกครั้งจากเพื่อนเก่าอีกคนที่เป็นซีอีโอบริษัทที่ปรึกษาข้ามชาติที่นั่น ดูแล้วอาจจะเป็นตลาดที่น่าสนใจสำหรับ นักธุรกิจไทยหลายคนก็ได้ ![]() ในทางกลับกัน มีคนจน มีขอทาน ให้เห็นโดยทั่วไป เป็นเมืองที่เห็นความแตกต่างของสังคม (Social disparity) ได้ชัดเจนทีเดียว คนขับรถตุ๊กๆ คนขายของต่างๆ คอยโก่งราคาตลอด ต้องคอยต่อรองและระวังการโกงในแต่ละขณะ สำหรับวันแรกของผู้เขียนที่กรุงเดลลี ยอมรับเลยว่าเหนื่อยกับการระแวดระวังพอสมควร ปรับใจไม่ทัน เพิ่งมาจากเมืองสวรรค์ ทิมภู เมืองหลวงของประเทศภูฏาน คนใจดียิ้มเก่งเอื้ออาทร ใช้ชีวิตเรื่อยๆ อากาศปลอดโปร่ง มากรุงเดลลี เมืองหลวงของประเทศอินเดีย คนหนาแน่นพลุกพล่าน หน้าตาดุ โก่งราคาตลอด บ้านเมืองสกปรก มลพิษครบครัน พอทำใจได้ ก็ทำให้อยู่ได้สบายขึ้นในวันต่อๆมา เข้าใจความเป็นมาของผู้คนมากมายที่หลั่งไหลเข้ามาแสวงโชคจากเมืองต่างๆรอบนอกเดลลีได้ แม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเช่น เนปาลและบังคลาเทศก็ทยอยเข้ามา ช่วยทำให้เมืองแน่นขึ้น สภาพเมืองนี้จึงเต็มไปด้วยคนแปลกหน้าซึ่งกันและกันเหมือนเมืองใหญ่ทั่วไปทั่วโลกรวมทั้งกรุงเทพฯ เพียงแค่ “ยอมรับ” ตามที่เป็นและ “ปรับพฤติกรรม” ทำให้เราอยู่ในในกฏเกณฑ์ของเมืองนี้ได้สบายขึ้น ชอบโก่งราคากันนัก เราก็แหย่กลับบ้างด้วยราคาต่ำพิเศษและใบหน้ายิ้มแย้ม เรียกเสียงฮาจากชาวอินเดียได้เป็นระยะๆ ทำให้สนุกสนานในเวลาซื้อของมากขึ้น เวลาขึ้นรถตุ๊กๆก็จะถูกโก่งราคาจากสี่สิบรูปีเป็นร้อยห้าสิบรูปีได้ด้วยเหตุผลว่าไกลบ้างรถติดมากบ้าง แต่พอเราตอบกลับด้วยราคาจริงที่พอจะทราบมาโรงแรมที่พัก คนขับก็ยอมลดราคาลงมาง่ายๆ เหมือนโก่งราคาเล่นไปอย่างนั้นเผื่อคนต่างชาตินี้จะไม่รู้ราคา “คราวที่แล้วไปสี่สิบเอง” คนขับรถหัวเราะแหะๆแนวว่าถูกจับได้แล้วก็ส่ายหัวสไตล์อินเดียเป็นนัยว่า “ราคานี้..ไปก็ได้” แค่นั้นก็จบเรื่อง กลายเป็นว่าการโก่งราคาไม่ใช่เรื่องผิดร้ายแรงอะไรในสายตาเขา จะไปโกรธเคืองอะไรในพฤติกรรมนั้นก็ใช่ที่ เป็นเพียงแค่กิจกรรมประจำวันของเขาเท่านั้นเอง จะว่าไปก็เหมือนกรุงเทพในอดีตนั่นเอง ![]() เรื่องนี้ทำให้นึกถึงโมเดลในการบริหารการเปลี่ยนแปลงชิ้นหนึ่งของ William Bridges เรื่องการเปลี่ยนผ่านสามขั้นตอน (Three Phases of Transition) ใช้สำหรับการเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นในชีวิต เช่น ย้ายงานใหม่ ย้ายบ้าน คนสนิทในบ้านเสียชีวิต เริ่มต้นเรียนรู้อะไรใหม่ จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีดำเนินกิจการใหม่เพราะสถานการณ์เปลี่ยน ฯลฯ เมื่อมีอะไรใหม่เกิดขึ้นในชีวิต ปฏิกิริยาทั่วไปภายในตัวเราคือความอึดอัด กระวนกระวาย ปั่นป่วนใจ บางคนแปรเป็นอารมณ์เศร้า หรือกลายเป็นอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวโกรธแฃ้วแต่กรณี อาการนี้จะเข้าสู่ภาวะปกติมากขึ้นเมื่อผ่านการเปลี่ยนแปลงนั้นไปให้เร็ว รีบจบของเก่า (Ending) เป็นการเริ่มต้นใหม่ ซึ่งสำคัญคือการยอมรับและปรับพฤติกรรมเปลี่ยนผ่านให้เร็ว เพื่อเดินต่อในข้างหน้า (New beginning) ไม่ไปมัวแต่ติดห้อยแขวนอยู่ช่วงกลางการเปลี่ยนผ่านหรือ Neutral Zone นั้นซึ่งเป็นช่วงที่กระอักกระอ่วน เดินไปข้างหน้าก็ไม่ไป ถอยหลังก็ไม่ถอย โมเดลนี้ผู้เขียนเล่าให้นักบริหารฟังบ่อยๆเวลาที่องค์กรต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลง คนในองค์กรหลายคนไม่สามารถ “ปรับใจ” “ปรับพฤติกรรม” ได้ ทำให้เกิดการต่อต้านในองค์กร เป็นอุปสรรคในการเดินต่อของหลายองค์กร สองกรณีตัวอย่างจากการกลับประเทศไม่ได้ และการเข้าไปอยู่ในวัฒนธรรมใหม่ที่ไม่คุ้นเคย เทคนิคในการข้ามผ่านการเปลี่ยนแปลงคือ “ยอมรับ” ไปเลย กลับบ้านไม่ได้ก็เที่ยวแทน ถือว่าได้พักผ่อนไปด้วย งานต่างๆที่กรุงเทพพอจะส่งผ่านอินเตอร์เน็ทผ่านโทรศัพท์ได้ก็ทำ มีโน๊ตบุคมาด้วยหนึ่งเครื่องก็เหมือนยกที่ทำงานมาด้วยอยู่แล้ว แทนที่จะมาตีโพยตีพายบ่นกับใครต่อใครทั้งเมืองไทยทั้งที่อินเดีย หงุดหงิดพาลโกรธคนมาปิดสนามบิน โกรธรัฐบาล ฯลฯ ไปกันใหญ่ วัฒนธรรมที่แตกต่างอาจทำให้เราตกใจ (Culture shock) ในตอนแรกก็เป็นเรื่องธรรมดา เมื่อรู้ทันแล้วก็ผ่านไปเลย นี่เป็นเทคนิคเดียวกับที่เราใช้กับผู้จัดการที่ต้องไปทำงานในต่างแดนเช่นกัน (Expatriate manager) มิเช่นนั้นบางคนเมื่อเข้าไปในวัฒนธรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นต่างประเทศ หรือต่างองค์กร มักจะเปรียบเทียบกับที่เก่า และเริ่มบ่นต่อว่าของใหม่ว่าไม่เหมือนอย่างนั้น ไม่ดีอย่างนี้ ทำไมไม่ทำอย่างนั้นอย่างนี้ พาทำให้เครียดเพิ่มขึ้นเหนื่อยเพิ่มขึ้นโดยใช่เหตุ สี่ห้าวันผ่านไปสถานการณ์สนามบินสุวรรณภมิยังไม่คลี่คลาย วนเวียนในกรุงเดลลีจนเริ่มทะลุปรุโปร่ง นั่งรถชมเมืองเหนือจรดใต้ เดินทางไปทั่วทั้งโบราณสถานต่างๆ สถานช็อบปิ้งทั้งถูกทั้งแพง สนามบินก็ยังปิดอยู่อย่างนั้น ผู้เขียนจึงหาเรื่องเปลี่ยนสถานที่ไปทำอะไรให้มีประโยชน์กว่านี้หน่อย ย้ายไปทางเหนือที่เมืองดารัมศาลา (Dharamsala) เป็นเมืองที่ท่านดาไลลามะและรัฐบาลทิเบตผลัดถิ่นอยู่ ชาวทิเบตย้ายหนีประเทศจีนมาที่อินเดียและตั้งรกรากกว่า ๕๐ ปี ที่นี่เป็นเมืองสำคัญทางจิตวิญญาณแห่งหนึ่งของโลก เป็นแหล่งเรียนรู้พุทธศาสนามหายานแนวทิเบต และอื่นๆ เมืองเล็กๆตั้งอยู่บนภูเขาหน้าเทือกเขาหิมาลัยอากาศเย็น กลางคืนถึงกับติดลบ เดินไปทางไหนก็จะเห็นพระชีใส่เครื่องแบบสีแดงทั่วไป พลเมืองมีทั้งชาวทิเบตและชาวอินเดีย มีนักท่องเที่ยวและคนต่างชาติมาทำงานมาเรียนระยะยาวอีกกลุ่มใหญ่พอสมควร ทิวทัศน์สวยงาม อากาศสดชื่นไร้มลภาวะ ผู้คนอารมณ์ดี ใช้ชีวิตเรียบง่ายสบายๆไม่ว่าจะเป็นชาติพันธุ์ใด หันไปทางไหนก็จะเห็นวัฒนธรรมทิเบตและพุทธศาสนาแทรกอยู่ทั่วไปทั้งศิลปะ สินค้า หรือแม้แต่เสียงเพลงสวดมนต์ มีการสอนและบริการนวดแบบทิเบต โยคะแบบอินเดีย รักษาโรคแบบอายุรเวท หรือแบบทิเบต ฯลฯ นับว่าเป็นเมืองทางจิตวิญญาณที่น่าสนใจมากเมืองหนึ่งทีเดียว ผู้เขียนตกลงใจเรียนพระพุทธศาสนามหายานแนวทิเบตกับลามะ หรือพระอาจารย์ชาวทิเบตที่ได้รับการคัดเลือกจากองค์ดาไลลามะให้สอนที่ห้องสมุดกลาง Library of Tibetan Works and Archives ตั้งอยู่เป็นศูนย์กลางของชุมชนทิเบต ติดกับที่ทำการรัฐบาลและวัดสำคัญ เป็นชุมชนเล็กๆที่มีพลังมาก เชื่อมต่อกับทั่วโลกด้วยสื่อมวลชนแขนงต่างๆ ตั้งแต่หนังสือ วารสารนานาชาติ ตลอดจนอินเตอร์เน็ต คนทิเบตที่ทำงานที่นี่สามารถพูดภาษาอังกฤษสื่อสารกับคนต่างชาติมากมายที่วนเวียนอยู่ได้เป็นอย่างดี เข้าใจได้ทันทีถึงพลังการสื่อสารแนวรุกขององค์ดาไลลามะ พระโพธิสัตว์ยุคใหม่ ![]() ขณะเขียนบทความนี้ผู้เขียนยังคงอยู่ที่ ห้องสมุดนี้ ณ ดารัมศาลา ประเทศอินเดีย ผู้เขียนเปลี่ยนแผนจากการรอกลับประเทศไทยเป็นไปเรียนธรรมะที่นี่ต่อให้จบคอร์สหนึ่งเดือน การเดินทางทางกายภาพหยุดพักลงเพียงแค่นี้ การเดินทางภายในยังเพิ่งเริ่มต้นรอบใหญ่อีกรอบ ในมุมมองของมหายาน พบกันต่อฉบับหน้าค่ะ |









